ฉันสามารถคิดไปได้ไกลแค่ไหนนะ

2 Nov

ไม่อยากจดจำอะไรเกี่ยวกับเธอ ไม่อยากจะใสใจเรื่องราวใดๆของเธอ แต่หัวใจเจ้าเอ๋ย…ก็ยังจำ ฉันทรมานมากแค่ไหนแล้วใจเอ๋ย ฉันแทบไม่อยากรับรู้อะไรที่อยู่รอบตัวในตอนนี้ รู้เพียงว่าหัวใจตอนนี้มันร่ำร้องถึงเธอ ลืมทุกสิ่งที่ผ่านมา ให้มันผ่านไปได้ไหม เพราะมันไม่มีประโยชน์อะไรที่เรายังจำ ทั้งที่เขาคนนั้นไม่เคยคิดถึงมันแม้เสี้ยวนาที ขอร้องเถอะหัวใจเจ้าเอ๋ย ช่วยลดความเจ็บปวดลงไปที ก่อนที่ลมหายใจอันอ่อนโรยของฉันจะหมดไป เจ้าจงอย่าเต้นแรงเกินไปเมื่อได้อยู่ใกล้ๆกับเขา เพราะเขาอาจสัมผัสมันได้แล้ว  เราคงไม่ได้มีโอกาสได้เป็นแม้แต่คนรู้จักของเขาเลย  ในตอนนี้แค่ฉันได้มีโอกาสได้ยืนข้างๆหัวใจเขาก็คงพอแล้ว

ตอนนี้ฉันรู้สึกสับสนกับความรู้สึกที่เขามอบให้มาว่ามันคืออะไรนะ เขาเห็นฉันเป็นแค่น้องคนหนึ่งเท่านั้นจริงๆหรือ แค่สงสารฉันที่ไม่มีใครสนใจเท่านั้นจริงๆหรือ คำถามเหล่านี้มันวนเวียนอยู่ในสมองฉันนับร้อยนับพันครั้งที่กลัวมันจะระเบิดออกมา พยายามทำความเข้าใจกับสายตาที่เธอมองมาที่ฉัน ที่นับวันจะยิ่งทำให้คนอ่อนหัดอย่างฉันหวั่นไหวไม่ยอมหยุด ฉันไม่อยากคิดอะไรเกินเลยไปไกลแต่หัวใจมันกลับไม่ยอมฟัง  ทั้งที่เห็นว่าความห่วงใยที่เธอมีให้ฉันนั้นเธอก็เคยมีให้คนอื่นเหมือนกันไม่แตกต่างอะไรมากมาย แต่เธอรู้ไหมว่าสายตาคู่นั้นที่มองมาหาฉัน เหมือนกับว่าเธอกำลังออกคำสั่งให้ใจฉันมองไปที่เธอผู้เดียว ไม่ให้มองใครเด็ดขาดนะ แล้วใจฉันก็ทำตามอย่างว่าง่าย แต่เธอก็ไม่วายสร้างความสับสนให้กับฉันมากมาย แล้วนี่เธอเห็นฉันสำคัญเท่าไหนนะ ฉันสามารถรักเธอได้มากแค่ไหนนะ แล้วคนอย่างฉันจะเคยได้ยืนในหัวใจเธอสักเสี้ยววินาทีบ้างไหมนะ แล้วฉันควรทำตัวทำใจอย่างไรนะเมื่อเธอทำดีด้วยอย่างนั้น เธอทำให้ฉันมั่นใจมากๆในบ้างครั้งที่เราอยู่ด้วยกัน คุยกัน แต่บ้างครั้งความมั่นใจนั้นมันก็หายไปแบบไร้ร่องรอยเมื่อฉันบังเอิญไปเห็นเธอไปทำแบบนั้นกับใคร เหมือนตอนนี้หัวใจของฉันกำลังกลิ้งอยู่บนใบบัวที่ยามลมสงบมันก็จะอยู่เฉยอย่างมีสุข แต่เมื่อลมพัดมามันก็จะกลิ้งไปมาจนน่ากลัวว่ามันจะตกจากใบบัวไป ฉันจะต้องทำอย่างไรดี ก็ฉันไม่รู้ว่าที่เธอทำมันคืออะไร หรือไม่มีใจเลยสักนิดนึง มันค้างๆคาๆกับฐานะอย่างนี้ เธอรู้ไหมว่าใจของฉันสับสนมากเหลือเกิน ฉันถึงอยากรู้ว่า แล้วฉันนั้นสำคัญแค่ไหน คิดฝันได้ไปไกลเท่าไร มีโอกาสได้ยืนในหัวใจเธอบ้างไหม ตอนนี้ฉันไม่สามารถถอนตัวและถอนใจได้ทันแล้วนะ มันไม่สนแล้วนะว่าเธอจะมองฉันเช่นไร หากเธอไม่ได้รู้สึกอะไรกับฉันเลย ขอแค่โอกาสได้ยืนข้างๆหัวใจเท่านั้นคงพอ

ทุกๆจังหวะใจของฉันกำลังเต้นอยู่บนความเสี่ยงมากมาย ว่าเธอสามารถให้คำตอบฉันได้ทุกเมื่อว่า เธอไม่ได้คิดอะไรกับฉันเลย แต่หัวใจมันยังแอบเถี่ยงอยู่ว่าเธอต้องคิดเหมือนกันกับฉันแน่นอน แต่ฉันก็กำลังภาวะนาว่าขอให้หัวใจดวงนี้มันพูดถูกสักครั้ง สาธุ      เฮ้อ…บทเรียนนี้จะจบยังไงนั้น คงต้องลุ้นกันอีกหน่อบนะ

เรื่องของเธอ

1 Nov

ข้างๆหัวใจ ความรู้สึกทุกอย่างมันเริ่มต้นตั้งแต่ฉันก้าวเข้ามาสู่ชมรมแห่งนี้  ฉันได้รู้จักพี่ๆที่แสนดีมากมายหลายคน หนึ่งในนั้นที่ฉันรู้สึกพิเศษด้วยมากๆนั้นก็คือ พี่มีน เพราะอะไรงั้นหรอ…ไม่รู้สินะ ความรู้สึกนั้นมันบอกออกมาเป็นคำพูดไม่ได้เลยล่ะนะ เหตุการณ์วันแรกๆที่เราได้รู้จักกันจำได้ว่าพี่เขาเลี้ยงข้าวเราเป็นคนแรกเลย ถึงจะเลี้ยงแบบไม่ตั้งใจก็เถอะนะ แต่นั้นมันก็เป็นอะไรที่น่าประทับใจสำหรับคนที่แทบไม่มีใครสนใจอย่างเราแล้ว…จากวันนั้นมาฉันก็เริ่มสนใจ ใส่ใจ ทำความเข้าใจพี่ชายคนนี้มากขึ้น แต่ก็ยังไม่มีอะไรที่พัฒนาขึ้นระหว่างเราเลยแม้แต่น้อย แต่กลับถอยห่างกันออกไปมากกว่าเดิมด้วยซ้ำไป ด้วยความที่พี่ชายคนนี้เป็นคนที่เฟรนด์ลี่มากๆทำให้ใครหลายๆคนตกหลุมรักเขาไปตามๆกัน เฮ้อ…นี่ล่ะนะ ทำไงได้ก็พี่เขาน่ารักจริงๆนี่นา แล้ววันเวลาก็ผ่านไปอย่างรวดเร็วจนมาถึงค่ายปิดเทอมใหญ่ของปี 1 ทำให้เราเริ่มสนิทกันมากขึ้นโดยเริ่มจากการพูดถึงความรู้สึกที่เหมือนกันมาก เพราะพื้นฐานครอบครัวของเราทั้งสองคล้ายกันมากเลยทำให้มีเรื่องคุยกันแล้วเข้าใจกันทันทีได้มากขึ้นก่อเกิดความไว้วางใจกันมากขึ้น(เราคงคิดไปเองมากกว่า) ทำให้เราแอบเพ้อไปไกลว่าเราสองคนนี่เหมาะสมกันจริงๆ แล้วความรู้สึกมากมายที่จับอะไรไม่ได้ก็พรั้งพรูออกมาจนสับสนไปหมด เพราะที่ผ่านมาเราคิดเสมอว่าพี่คนนี้คือพี่ชายที่แสนดีคนหนึ่งเท่านั้น แต่แล้วมาถึงวันนี้ทุกสิ่งอย่างกลับเปลียนไปใจฉันมันแทบไม่เหลือความรู้สึกแบบพี่น้องอยู่เลยกับพี่ชายที่แสนดีคนนี้ฉันคงกลายเป็นน้องสนิทคิดไม่ซื่อไปเสียแล้ว พี่ชาย! ตอนนี้ใจฉันทุกขณะเวลาที่มีโอกาสมันจะร่ำร้องวอนขอให้ฟ้าเห็นใจช่วยเหลือด้วยความเห็นแก่ตัว ให้ได้ใกล้ชิดพี่เขามากขึ้น ได้รู้จักกันมากขึ้น และมากขึ้นไปอีก…และก็เหมือนกับฟ้าเห็นใจหรือกำลังสอบใจเราอยู่ ท่านก็ประทานให้ตามคำวอนขอ มีเหตุมากมายที่ทำให้เราได้ใกล้ชิดมากขึ้น ทั้งมีโอกาสได้อยู่กันตามลำพัง ใช้เวลาทำกิจกรรมที่เข้าใจกันสองคน สื่อสานกันเข้าใจอยู่สองคน มีความรู้สึกแทนกัน สัมผัสถึงความรู้สึกนึกคิดของกันและกันได้มากขึ้น เปิดใจคุยกันมากขึ้น เชื่อใจกันมากขึ้น จนถึงตอนนี้ฉันก็ยังสับสนในใจอยู่ดีว่า ที่เธอทำไปทั้งหมดนั้น คงเป็นเพราะเห็นฉันเป็นน้องเพียงน้องสาวคนหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้พิเศษไปกว่าใครเลยสินะ ที่คอยทำดี เลี้ยงขนม เลี้ยงน้ำ เลี้ยงไอศครีม เป็นห่วงเป็นใยมากมาย คงทำไปเพราะเห็นเป็นน้องที่น่าเอ็นดูเท่านั้นจริงๆล่ะนะ คนอย่างเธอนี่นะที่พี่เขาจะสนใจ ไม่สวยแล้วยังไม่เจียม เลิกคิดอะไรบ้าๆแบบนั้นได้แล้ว พี่เขาอาจมีคนที่รักอยู่แล้วก็ได้ เธออย่าลากสังขารอันน่าสัมเพทของเธอไปเสนอให้เขาเลย มันไกลความจริงเกินไปแล้ว ตื่นสักทีเถิด

 

 

เพลงพระโอวาทสิ่งศักดิ์สิทธิ์

28 Jul

ประทานโดย : สงฆ์จี้กงวิปลาส

ทำนองเพลง : รักไม่ต้องการเวลา

 

พระพุทธะนั้น ทุ่มเทเพื่อเวไนย เบื้องฟ้าไม่ไร้ซึ่งความเมตตา เกื้อการุญ มอบโองการกู้ญาณคืนฟ้า ช่วยเหลือเวไนยได้ แจ้งรู้ถึงหนึ่งจุดชี้ พบวิสุทธิอาจารย์ 

สำนึกรู้ถึงพระคุณแห่งเบื้องฟ้า รู้ถึงพระคุณพระบรรพจารย์นั้นยิ่งใหญ่ บุพกาลเวลาผ่านมา จวบถึงจนวันนี้ พุทธธรรมแผ่กว้างไซร้ เวไนยตื่นกลับใจ

*กาลยุคปลาย ด้วยบุญญาแจ้งพบธรรมาล้ำ คืนพุทธา คือจิตเดิม ตื่นใจแจ้งปัญญา บำเพ็ญผันแปรชะตา หยุดเวียนวงล้อกรรม ในวันนี้ ปณิธานกลับคืน

** สำนึกเข้าใจ ดำเนินงานแพร่ธรรม แพร่คุณธรรม สืบทอดปัญญาธรรมกว้างไกล ช่วยเวไนยขึ้นนาวาฟ้า หลุดพ้นทุกข์ทั้งปวง ด้วยบำเพ็ญในวันนี้ ก้าวเดินได้ทันเวลา

(ซ้ำ*,*,**) แดนพุทธา คืนนิพพาน

ประทานไว้เนื่องในโอกาสประชุมธรรม 2 วัน ณ ไท่ฮว๋า จ.เพชรบุรี
วันเสาร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ.2553

credit by  http://www.chongter.com/

จะสอบแล้วจร้า

27 Jul

เฮ้อ…แต่ไม่อยากอ่านหนังสือเลยทำไงดีเนี่ย…

พระคุณพ่อแม่ยากทดแทน

27 Jul

พระโอวาทพระพุทธจี้กง :

“พระภายนอก” และ “พระภายใน” คืออะไร ?…
พระภายนอก…คือ พระที่ประดิษฐานอยู่ในวัด…
เป็นพระที่คนไปกราบไหว้หากันนอกบ้าน…
.
ส่วนพระภายในมี 2 อย่างคือ…
พระภายในกาย ณ จุดกลางแห่งจิต…
และพระภายในบ้าน คือ บิดามารดา
ใครที่สามารถทำให้ผู้อื่นได้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนก็เรียกว่าพระเช่นกัน…
.
คุณธรรมหนึ่งในคุณธรรมแปด คือ ความกตัญญู
คำว่า “ยอดคุณาหาใดเกิน” หมายถึง พ่อแม่มีพระคุณอันประเสริฐ…
ในความดีทั้งหลาย ความกตัญญูถือเป็นอันดับหนึ่ง…
“วันหวนส่องกมลสิ่งใดผิด” หมายถึง เกิดเป็นคนย่อมต้องมีทำึความผิด…
เมื่อมีความผิดก็ต้อง สำนึก
ไม่ใช่ว่าสำนึกแล้ว ความผิดจะหายไป…
แต่อย่างน้อยก็ทำให้เบื้องบนทราบว่า เรามีจิตใจที่สำนึกในความผิดบาปนั้น !…

credit by http://www.96dharma.com

อยากสำเร็จ…แต่ไม่ยอมก้มหัว

27 Jul

……ม่จื้กล่าวว่า… “บัณฑิตสมัยนี้ ต่างนึกอยากจะประสบความสำเร็จในด้านคุณธรรม… แต่ถ้าบังเอิญถูกคนรอบกายวิพากษ์วิจารณ์ด้วยความปรารถนาดี …อยากเห็นเขาแก้ไขปรับปรุงความประพฤติให้ดีขึ้น.. เขากลับโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ

…… คนแบบนี้ ก็เหมือนกับคนที่อยากสร้างบ้านของตัวเองให้สำเร็จ… แต่เมื่อชาวบ้านมาช่วยเขาสร้างบ้าน… เขากลับไม่พอใจ… ช่างไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย”…

credit by http://www.96dharma.com

รู้กับทำ อยู่กันคนละขั้ว

27 Jul


……ม่จื้กล่าวว่า “สมมติว่า เวลานี้มีคนตาบอดคนหนึ่งอยู่ที่นี่ และพูดว่า…ปูนเป็นสีขาว…ถ่านหินเป็นสีดำ… คนตาดีๆ ก็คงไม่กล้าว่าเขาพูดไม่ถูก”…

……”แต่ว่า ถ้าเอาของสีขาวกับของสีดำมาปนรวมๆ กัน… แล้วเรียกคนตาบอดคนนั้นมาแยกแยะว่าอะไรเป็นสีขาว… อะไรเป็นสีดำ… คิดว่าเขาคงจะแยกไม่ออกแน่นอน….

…….เพราะฉะนั้น คนตาบอดจึงเป็นคนที่ไม่รู้ว่าอะไรขาว อะไรดำ …ในที่นี้ไม่ได้ หมายความว่า…. คนตาบอดไม่รู้จักสรรพนามของสีต่างๆ…. แต่หมายความว่า…พวกเขาไม่มีปัญญาแยกแยะสีต่างๆ ได้จริงๆ …

……”บัณฑิตในยุคปัจจุบันนี้ก็เช่นกัน… พูดเก่ง… พูดดี …โดยเฉพาะในเรื่องของคุณธรรม แม้แต่พระเจ้าหวี่มหาราช… พระเจ้าซังทังมหาราช… ก็ยังสู้ไม่ได้ …แต่ถ้าเอาเรื่องที่ดูคล้ายกับถูกต้องชอบธรรม…กับเรื่องที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรมมาปนเปกัน แล้วให้บัณฑิตในยุคนี้ตัดสินแยกแยะ… พวกเขาจะจนปัญญา แยกแยะไม่ถูกทันที”….

…..”เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงกล้าพูดว่า… บัณฑิตในยุคนี้ไม่รู้ดอกว่าอะไรคือคุณธรรม…. ซึ่งไม่ได้หมายความว่าพวกเขาพูดเรื่องคุณธรรมไม่เป็น… แต่หมายความว่า…ในความเป็นจริงนั้น พวกเขาไม่ได้ทำต่างหาก”…

credit by http://www.96dharma.com